ป่วยไข้ใจละเมอ

๑. ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล มีชายหนุ่มผู้เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ตัดสินใจออกบวชแล้วตั้งใจปฏิบัติภาวนาอย่างดีไม่มีบกพร่อง

๒. วันหนึ่งพระหนุ่มออกบิณฑบาตไปตามถนนในเมืองสาวัตถี ไปเจอสาวสวย
แต่งกายงามหมดจด รูปร่างหน้าตาผิวพรรณงาม มารอใส่บาตร

๓. พระหนุ่มเดินบิณฑบาตมาด้วยอาการเผลอสติ ไม่ทันสำรวมใจและสายตา
ไปมองเห็นนางเข้าถึงกับตื่นตะลึงในความงาม รับบิณฑบาตแล้วเดินกลับถึงกับใจลอย

๔. กลับมาแล้วไม่เป็นอันกินอันนอน ใจเอาแต่เพ้อละเมอถึงหญิงนั้น จนผ่ายผอม
ตรอมใจเพื่อนพระมาสอบถามด้วยเป็นห่วง พอทราบเรื่องก็พามาเฝ้าพระพุทธเจ้า

๕. พระพุทธเจ้าซักถามแล้วตรัสว่า.. ดูกรภิกษุ ที่เธอรุ่มร้อนกระวนกระวาย
ด้วยอำนาจความงามของสตรีนี้ ไม่แปลกเลย เพราะเธอยังเป็นภิกษุธรรมดา

๖. แล้วทรงเล่าต่อว่า..ในอดีตกาลก่อนนั้น พระองค์เคยเป็นนักบวชมีอภิญญา ๕
สมาบัติ ๘ ข่มกิเลสได้ด้วยฌาน ทำจิตผ่องใสจนเหาะได้

๗. แต่ก็ยังพลาดเผลอพึงใจในหญิงงามจนเสื่อมจากฌาน ทุกข์เพราะกิเลสมาแล้ว
แล้วทรงเมตตาสอนต่อไปว่า

๘. ลมที่มีกำลังพัดภูเขาพระสุเมรุได้ ภูเขาลูกเล็กเท่าช้างไหนเลยจะทานแรงมันได้
ลมที่พัดมหาสมุทรแห้งได้ ย่อมพัดน้ำบ่อน้อยแห้งได้เช่นกัน

๙. แม้พระโพธิสัตว์ผู้มีความรู้สูงส่งยังเพลี่ยงพล้ำแก่กิเลสได้
การที่เธอเพลี่ยงพล้ำครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องธรรมดา” แล้วทรงเล่าอดีตชาติให้ฟังว่า

๑๐. ในอดีตครั้งหนึ่งในกรุงพาราณสี มีชายหนุ่มผู้ปราดเปรื่องได้สำเร็จ
ศิลปวิทยาการต่างๆที่มีสอนในยุคนั้นจนหมด ก็เห็นว่ายังไม่ช่วยให้คนพ้นทุกข์

๑๑. จึงเข้าป่าบวชเป็นฤาษี (แปลว่ายุคนั้นไม่มีศาสนาพุทธ)
บำเพ็ญเพียรจนได้อภิญญาสมาบัติเหาะได้ ไม่ต้องใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่ของโดราเอมอน

๑๒. วันหนึ่ง ฤาษีเหาะจากป่ามาเข้ากรุงเพื่อบิณฑบาต ผ่านประตูวัง
พระเจ้าพรหมทัตเห็นเข้าก็เลื่อมใสในท่าทางสง่า สงบ สำรวมของฤาษี

๑๓. จึงนิมนต์มารับถวายภัตตาหารแล้วขอให้ฤาษีพักในราชอุทยาน
เพื่อให้เป็นอาจารย์ของบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย

๑๔. ฤาษีพำนักในพระราชอุทยานนาน ๑๖ ปี เป็นที่เคารพนับถือศรัทธาของพระราชา
เสนาอำมาตย์ พระราชวงศ์ ข้าราชบริพารทั้งหลายอย่างยิ่ง

๑๕. จนมาวันหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัต ต้องยกทัพไปปราบหัวเมืองชายแดน
ที่เกิดความไม่สงบ จึงฝากให้พระมเหสีมุทุลักขณาคอยดูแลพระฤาษีแทน

๑๖. วันหนึ่ง พระนางมุทุลักขณาจัดเตรียมสำรับสำหรับพระฤาษีไว้ แต่ท่านยังมาไม่ถึง
จึงเสด็จไปอาบน้ำ แต่งตัวงดงามแล้วมาเอนกายรอ ณ ท้องพระโรง

๑๗. วันนั้นพระฤาษีมาช้า เพราะเข้าฌานเพลินจนเกินเวลา พอออกจากฌานแล้ว
ก็รีบเหาะเข้ามาทางหน้าต่างท้องพระโรง พระมเหสีได้ยินเสียงก็รีบลุกขึ้น

๑๘. วันนั้นชุดฉลองพระองค์ที่สวมเป็นผ้าเนื้อลื่น พระองค์ไม่ทันระวัง
ผ้านั้นจึงลื่นหลุดออกจากตัว เปลือยครึ่งบนต่อหน้าพระฤาษี

๑๙. พระฤาษีนั้นมีศีลบริสุทธิ์ ตั้งมั่นในพรหมจรรย์ไม่เคยสนใจสตรีมาก่อน
แต่พอมาเห็นความงามของพระมเหสีต่อหน้าต่อตา ถึงกับตะลึง

๒๐. กามราคะที่เหมือนจะไม่เคยมี กลับลุกโพลงขึ้นทันใด
จนท่านเผลอสติควบคุมไม่ทัน จ้องมองพระนางตาไม่กระพริบ

๒๑. พระนางมุทุลักขณา รีบจัดฉลองพระองค์ให้เรียบร้อยแล้วประเคน
ถวายภัตตาหาร พระฤาษีรับแล้วไม่ได้กิน กลับเดินเหม่อลอยออกจากปราสาทไป

๒๒. เดินกลับถึงอาศรม ไม่ได้เหาะ เพราะเสื่อมจากฌาน กระสับกระส่าย ระทม
ตรอมตรมเพราะแรงเสน่หา ไม่เข้าวังไปฉันอาหารหลายวัน ไม่ภาวนา น้ำท่าไม่อาบ

๒๓. พระมเหสีก็ไม่ได้มาตาม เพราะเข้าใจว่าฤาษีต้องการปลีกวิเวกอยู่
จนวันที่ ๗ พระราชารบชนะกลับมา มาถึงก็รีบไปกราบพระฤาษี แต่เห็นท่านนอนซม

๒๔. ในสภาพที่พระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อน แววตาหม่นหมอง หน้าซีด อิดโรย
ผมเผ้ารุงรัง อาศรมก็สกปรก พระราชาตกใจ รับไถ่ถามอาการของฤาษี

๒๕. พระฤาษีนั้นในใจละอายอย่างที่สุดในสภาพของตน แต่ความที่ไม่เคยโกหก
จึงตอบพระราชาตามความจริง ว่าท่านหลงรักพระนางมุทุลักขณา แล้วเล่าให้ฟัง

๒๖. พระเจ้าพรหมทัตได้ฟังแล้วนิ่งอึ้งกิมกี่ พระฤาษีสารภาพความในใจ
แล้วก็ขอยอมรับโทษทัณฑ์ในสิ่งไม่สมควรที่เกิดขึ้น

๒๗. พระเจ้าพรหมทัต ทั้งรันทดสลดใจ ทั้งสงสารอาจารย์ที่ต้องมาติดบ่วงกิเลส
จึงตรัสว่า “ท่านอาจารย์มีบุญคุณกับผม เมื่อท่านปรารถนานางผมก็ขอถวาย”

๒๘. พระฤาษีได้ยินถึงกับงง ถามย้ำว่า อาตมาได้ยินถูกหรือนี่ มหาบพิตร
หมายความอย่างนั้นจริงหรือ.. พระราชาก็ยังยืนยันคำเดิม

๒๙. จากนั้นก็เสด็จกลับเข้าวังพร้อมพระฤาษี ทรงให้ฤาษีรอ แล้วเข้าไปพบพระมเหสี
ถามไถ่ทุกข์สุขนาง ถามเรื่องเหตุการณ์วันนั้น แล้วเล่าเรื่องให้ฟัง

๓๐. พระนางมุทุลักขณาทราบแล้วตกใจมาก เสียใจมากที่เป็นต้นเหตุทำลายตบะ
ที่พระฤาษีบำเพ็ญมานาน พระราชาก็ปลอบใจแล้วเล่าแผนการให้ฟัง

๓๑. เสร็จแล้วก็พานางออกมาส่งมอบให้พระฤาษี แล้วพระฤาษีกับพระนางก็เดิน
ออกจากวัง พระนางจึงเอ่ยว่า “ตอนนี้ไม่ได้อยู่วังแล้ว เราต้องมีบ้านนะคะ”

๓๒. พระฤาษีอยู่แต่ป่าเขา และอาศรมศาลา ไม่เคยมีบ้าน ก็นึกไม่ออกว่า
จะหาบ้านจากไหน พระนางมุทุลักขณาจึงแนะให้ไปขอพระราชทานบ้านจากพระราชา

๓๓. ว่าแล้วทั้งคู่ก็กลับเข้าไปขอบ้าน พระราชาก็ยกบ้านเล็กๆท้ายวัง
ซึ่งเป็นเรือนร้าง ชายป่า สภาพทรุดโทรม ให้หลังหนึ่ง ทั้งสองก็เดินไปที่้เรือน

๓๔. พระนางเห็นสภาพเรือนแล้วก็ทำท่าขยะแขยงว่าทั้งสกปรก เหม็น
พระฤาษีก็เงอะๆงะว่าจะทำไง พระนางก็บอกให้ไปขอเครื่องมือทำความสะอาดมา

๓๕. ฤาษีรีบกุลีกุจอไปขอเครื่องใช้ เครื่องมือตามที่นางสั่ง ได้จอบมาขุดหลุม
แล้วโกยอุจจาระไปฝัง ปัดกวาด ล้างเช็ดถูเรือน ใต้ถุนเรือนจนสะอาด

๓๖. ทั้งหมดนี้ ฤาษีทำนะ พระนางสั่งอย่างเดียว พระฤาษีไม่เคยทำงานหนักแบบนี้
กว่าเรือนจะสะอาดเอี่ยมก็เหงื่อแตกพลั่ก เหนื่อยจนยืนแทบไม่ไหว

๓๗. พอสะอาดแล้ว ฤาษีชวนนางเข้าไปนั่งในบ้าน นางก็บอกว่ายังเหม็นอยู่
ให้ไปเอาดินผสมขี้วัวมาฉาบโบกให้ทั่ว พระฤาษีก็ทำตามด้วยความรัก

๓๘. ฉาบบ้านจนเสร็จ พระนางก็สั่งอีกว่า เราต้องมีโต๊ะนะ ได้โต๊ะแล้ว
ก็ว่าต้องมีเก้าอี้ มีตู้ มีเตียง มีตั่ง ขอทีละอย่างจนพระฤาษีเหนื่อยแฮ่ก

๓๙. ต้องวิ่งไปวิ่งมาแบกโน่น แบกนั่นจนเนื้อตัวสกปรกมอมแมม เหงื่อโซมกาย
เป็นที่น่าสมเพทเวทนาของผู้ที่เห็น จนใกล้ค่ำ ก็ได้ของทุกอย่างที่ต้องการ

๔๐. พระนางก็ไล่พระฤาษีไปอาบน้ำ ฤาษีก็ทำตามอย่างว่าง่ายเหมือนเด็กเชื่อฟังแม่
พอเข้าเรือนมานั่งบนเตียงข้างพระนาง เอ่ยปากชมนางว่างาม

๔๑. พระนางก็หันขวับไปจ้องหน้าพระฤาษี ยืนมือไปกดศรีษะพระฤาษีให้ก้มลง
พร้อมพูดเสียงเฉียบขาดว่า..

๔๒. “พระคุณเจ้า มองดูตัวเองให้ชัดๆเถิด ว่าท่านยังเป็นนักบวชหรือเปล่า”
พระฤาษีตกใจ ได้สติกลับคืนมา ใจหายวาบว่า.. เออ เราหนอเป็นได้ถึงเพียงนี้

๔๓. อุตส่าห์ภาวนามานานหลายปี เผลอสตินิดเดียว กามราคะกำเริบ
ยอมทำทุกอย่างแบบไร้สติ ไม่กลัวกระทั่งนรก ได้คิดดังนั้นก็กล่าวขออภัยพระนาง

๔๔. แล้วรีบพาพระนางกลับไปเข้าเฝ้า ถวายคืนต่อพระราชา แล้วกราบทูลว่า
ตอนที่กามราคะกำเริบ อาตมาก็ปรารถนาจะได้พระนางอย่างเดียว

๔๕. แต่ครั้นได้มาแล้ว กลับต้องอยากได้บ้าน ได้ของใช้ ของอะไรต่อมิอะไร
มากมายไม่สิ้นสุด ขอมหาบพิตรโปรดอภัยโทษแก่อาตมา เพื่ออาตมาจะได้กลับไป

๔๖. บำเพ็ญภาวนายังป่่าดังเดิม กล่าวถวายพระนางคึนแล้ว ก็เจริญสติจนจิตเป็นสมาธิ
ฌานที่เสื่อมไปก็กลับคืนมา ท่านก็ลอยขึ้นสู่อากาศ

๔๗. แล้วแสดงธรรมถวายแก่พระราชา แล้วเหาะไปภาวนายังป่า โดยไม่กลับมา
อีกเลยจนสิ้นอายุขัย.. พระพุทธเจ้าเล่าถึงตรงนี้แล้วแสดงอริยสัจสี่ให้ฟัง

๔๘. พระภิกษุที่ป่วยเป็นไข้ใจได้ฟังแล้วส่งใจไปตามกระแสธรรมเทศนา
ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ นิทานก็จบลง

ตามชาดก.. พระราชา ต่อมาก็มาเกิดเป้นพระอานนท์
พระนางมุทุลักขณา มาเป็นพระอุบลวรรณาเถรี
ส่วนพระฤาษี ก็มาเป็นพระองค์เอง (พระพุทธเจ้า)

นิทานเรื่องนี้ สอนเยอะให้รู้ว่า

คุณผู้หญิง ไปวัดไปวาไปพบพระสงฆ์ โปรดระวัง เรื่องการแต่งกาย
ไม่ต้องสวยมากก็ได้ บางคนไม่รู้จะแต่งไปกราบพระ หรือไปยั่วพระ
เดี่ยวนี้ชอบกันนักเชียว ไอ้กางเกงรัดรูปน่ะ บางคนก็คอเว้า ก้มทีเห็นไปถึงตาตุ่ม
พระนี่ ถ้าท่านไม่ใช่พระอนาคามีขึ้นไป ท่านยังละกามราคะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก
อันนี้ต้องระวังไว้ อย่าทำบาปโดยไม่เจตนา

อันต่อมา.. การนั่งสมาธิ ทำฌาน เป็นของมีมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้า
สมาธิถ้าไม่ประกอบด้วยสติและปัญญา ก็ยังไม่ฆ่ากิเลสได้จริง
พระฤาษีทำฌานจนได้อภิญญานี่ไม่ธรรมดา แต่ฌานมีได้ ก็เสื่อมได้
ในนิทานนี่ก็บอกไว้ ฉะนั้น นั่งสมาธิเก่งแค่ไหน ถ้าขึ้นวิปัสสนาไม่เป็นก็เท่านั้น
ครูบาอาจารย์สายวิปัสสนา หลายๆองค์ท่านจะสอนแค่ให้มีสมาธิพอให้ใจสงบ
แล้วพิจารณากาย เวทนา หรือจิตเลย เคยได้ยินว่าหลวงปู่มั่นท่านสอนชาวบ้าน
ท่านสอน ทาน ศีล ภาวนา ตรงภาวนา ท่านจะให้พุทโธ แล้วคอยรู้ทันใจที่ไหลไป
พุทโธ พุทโธ ใจไหลไปรู้ทัน แบบนี้ ไม่ค่อยสอนเรื่องเอาอภิญญา

Advertisements

ยังขาดส่วนผสมสำคัญ ไปเอามาสิ

๑. ทหารคนหนึ่งถูกส่งไปรบในสงคราม พอสงครามสงบก็ได้กลับบ้าน
มาพบหน้าลูกเมียโดยร่างกายยังปกติ แต่จิตใจเต็มไปด้วยบาดแผล

๒. ภรรยาที่ตั้งตารอสามีกลับมา ทีแรกก็ดีใจแต่หลายๆวันผ่านไปก็กังวล
เพราะสามีเธอไม่เหมือนคนเดิม ไม่น่ารัก ไม่อบอุ่น วันๆเอาแต่นั่งทำหน้าเครียด

๓. เธอเห็นสามีซึม เครียด เก็บตัว ไม่พูดจาทั้งวันก็สงสารและเป็นทุกข์
เลยไปกราบหลวงพ่อที่เธอนับถือ เพื่อขอยาวิเศษไปรักษาสามี

๔. หลวงพ่อไม่ว่าอะไร แต่บอกว่า ยาที่ว่าต้องใช้ส่วนประกอบสำคัญที่หลวงพ่อไม่มี
นั่นคือหนวดเสือโคร่ง ถ้าจะให้ท่านปรุงยาก็ต้องไปหามา

๕. ด้วยใจที่อยากรักษาสามี เธอกราบลาแล้วตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะไปหา
หนวดเสือโคร่งให้ได้ สมัยนั้นคงยังไม่มีสวนเสือศรีราชานะ ไม่งั้นคงง่าย

๖. เธอเดินลุยเข้าป่าไป เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนเจอภูเขา ก็ปีนเขาขึ้นไป
จนเจอถ้ำๆหนึ่ง มีเสือโคร่งอยู่ในถ้ำ เธอนั่งคิดหาวิธีกระตุกหนวดเสือ

๗. นั่งคิดนิ่งๆอยู่นาน แล้วค่อยๆเขยิบเข้าใกล้เสือ ทีละนิด แล้วก็นิ่ง
แล้วเขยิบอีกนิด แล้วนิ่ง แล้วเขยิบอีก ทำอย่างนั้นด้วยความอดทน ใจเย็น

๘. แถมต้องใช้สมาธิและสติเพื่อจะเขยิบเข้าใกล้มันโดยไม่ให้มันรู้สึกว่าเธอเป็นศัตรู
ในที่สุด หลังจากเวลาผ่านไปนานพอควร เธอก็เข้าประชิดตัวเสือ

๙. เข้าไปนั่งข้างๆเสือได้ แล้วก็นั่งนิ่งอย่างนั้น จนเสือรู้สึกชิน ไม่มีท่าทีระแวง
หรือดุร้ายใส่เธอ เธออดทนรออีกจนเสือหลับไป

๑๐. จากนั้นเธอจึงได้จังหวะกระตุกหนวดของมันออกมา แล้วก็ค่อยๆย่องกลับ
ออกมาจากถ้ำ แล้วรีบจ้ำมาหาหลวงพ่อด้วยความดีใจ

๑๑. หลวงพ่อพยักหน้ายิ้มๆ แล้วบอกว่า.. “ทิ้งหนวดเสือได้แล้ว” เธอถึงกับเหวอ
บ่นว่ากว่าจะได้หนวดเสือโคร่งเส้นนี้มามันยาก ลำบากขนาดไหน

๑๒. ต้องค่อยๆอดทน ตั้งสติทำใจให้เป็นสมาธิเพื่อจะค่อยเข้าใกล้เสือ
หลวงพ่อบอกว่า นั่นแหละคือสิ่งที่ต้องการให้เธอได้มา ไม่ใช่หนวดหรอก

๑๓. ให้เธอกลับไปบ้าน ใช้วิธีเดียวกันกับสามี คืออดทน ใจเย็น มีสติ
ค่อยๆเขยิบเข้าหาเขา แบบเดียวเดียวกับที่เข้าหาเสือโคร่งนะ ..

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า
หลายๆอย่างในชีวิตคนเรา ต้องอาศัยวิธีเดียวกันคือ อดทน ใจเย็น มีสติ
อย่าใจร้อนอยากจะได้อะไรแบบสำเร็จรูป

บางคนไม่เคยทำดีเลย พอรับผลของกรรมชั่วอยู่ ก็พยายามทำดี แต่ไม่อดทนรอผล
กลับไปบ่นว่าทำดีแล้วไม่เห็นได้ดีเลย แบบนี้ก็มีเยอะนะ
หรือบางคนอยากรวย อยากประสบความสำเร็จ อยากมีชื่อเสียง แล้วก็คิดแต่
จะหาวิธีลัด ง่าย สั้น ได้ผลเร็ว อันนี้ก็ไม่สนับสนุน

บางคนมีปัญหากับคนใกล้ตัว พ่อแม่ พี่น้อง คนที่ทำงาน เพื่อน คนรัก
แล้วรู้สึกว่าเข้าหน้าเขาไม่ติด ก็ใช้วิธีนี้แหละ อดทน ใจเย็น ใช้สติเยอะๆนะ

สิ่งที่สอนอีกอันคือ การพยายามทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่ได้จริงๆไม่ใช่สิ่งที่เราคิด
เสมอไป มันกลับเป็นบางอย่างที่ได้ระหว่างทางต่างหาก

เช่นคนคิดว่าเรียนหนังสือเพื่อจะได้ปริญญา จริงๆการเรียนคือโอกาสที่เรา
จะได้เรียนรู้ชีวิต เรียนวิธีการคิด การเข้าใจชีวิตมากกว่า
หรือบางคนลงแข่งขันอะไรสักอย่าง แล้วคิดว่าชัยชนะคือการได้ตำแหน่งชนะเลิศ
จริงๆสิ่งที่ได้มากกว่าคือการเรียนรู้จะพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่รางวัลหรอก

พูดอีกอย่างก็ได้ว่า รางวัลจริงๆของการได้พยายามทำอะไรสักอย่าง
ก็คือหัวจิตหัวใจของการพยายามนั่นเอง

เล่นคริกเก็ตที่มุมไบ

๑. นิทานวันนี้ เกิดขึ้นที่เมืองมุมไบในประเทศอินเดีย
ประเทศที่กีฬายอดนิยมอันดับหนึ่งไม่ใช่ฟุตบอล แต่เป็นคริกเก็ต

๒. ที่เมืองมุมไบ มีชายวัยชราตอนต้นคนหนึ่งชอบนั่งสมาธิทุกวันๆ
วันหนึ่งมีเด็กกลุ่มหนึ่งมายึดเอาทำเลหน้าบ้านเขาเป็นสนามคริกเก็ต จนเขารำคาญ

๓. เพราะเด็กกลุ่มนี้จะส่งเสียงโหวกเหวก รบกวนเวลานั่งสมาธิของเขาอย่างยิ่ง
เขารู้ดีว่า เด็กกลุ่มนี้คงจะปักหลักที่หน้าบ้านเขาไปอีกนาน

๔. ไม่ว่าเขาจะอยากได้ความสงบคืนมาสักแค่ไหน ก็คงไม่สามารถไล่เด็กพวกนี้
ไปได้อย่างถาวร เขาจึงครุ่นคิดว่าจะทำวิธีไหนดี

๕. เขาตั้งสติ คิดอยู่นานก่อนจะเดินลงจากบ้าน ตรงไปหาเด็กๆกลุ่มนั้น
ที่กำลังส่งเสียงอึกทึกเล่นคริกเก็ตกันอย่างสนุกสนาน

๖. แทนที่เขาจะเข้าไปต่อว่าเด็กกลุ่มนั้นมีมาทำลายความสงบ แต่กลับเอ่ยปากชม
ที่เด็กกลุ่มนี้ได้นำความสนุกสนานมีชีวิตชีวามาให้บ้านในละแวกนี้

๗. และขอร้องเด็กๆว่า ให้มาเล่นที่นี่ทุกวัน อย่าย้ายไปที่อื่นเป็นอันขาด
เขาจะให้ค่าขนมสัปดาห์ละ ๒๕ รูปี เด็กๆได้ยินก็ดีใจไชโย

๘. เพราะนอกจากจะได้เล่นสนุกแล้วยังได้ค่าขนมแบบไม่นึกไม่ฝันอีกต่างหาก
อาทิตย์ถัดมาพวกเขาก็กลับมาเล่นที่เดิมอีก และไปเก็บสตางค์ค่าขนมตามที่สัญญา

๙. แต่ชายชราบอกเด็กๆว่าอาทิตย์นี้ ให้ได้แค่ ๑๕ รูปีนะ เพราะการเงินกำลังฝืดเคือง
เด็กก็ยิ้มย่องว่าเอาน่าได้ ๑๕ รูปี ก็ดีกว่าไม่ได้เลย

๑๐. พออาทิตย์ถัดมา เด็กกลับมาอีก คราวนี้เขารีบลงไปต้อนรับเอง
แล้วขอโทษเด็กๆว่าช่วงนี้การเงินย่ำแย่ คงให้ได้แค่ ๕ รูปีเท่านั้นนะ

๑๑. คราวนี้เด็กร้องเฮ้ยยยย.. แล้วไม่พอใจว่า ทีแรกสัญญาไว้ที่ ๒๕ รูปี
ไปๆมาๆจะลดเหลือ ๕ รูปีแบบนี้ มันรับไม่ได้นะลุง

๑๒. งั้นก็เลิกเล่นที่นี่ ไปเล่นที่อื่นดีกว่า เพราะเล่นแล้วไม่คุ้มค่าเหนื่อย
และตั้งแต่นั้นมา เด็กกลุ่มนี้ก็หายไปจากชีวิตชายชรา

นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าโดยพระอาจารย์ชยสาโร ท่านสอนว่า

เด็กที่เล่นคริกเก็ตอาจจะลืมไปว่า ทีแรกพวกเขาก็มาเล่นไม่ใช่เพราะเงินเลยสักรูปี
เขาแค่อยากเล่นสนุก บางทีเรามัวแต่ห่วงเรื่องที่ปรุงแต่งขึ้นมาทีหลัง จนลืมไปว่า
จริงๆเราเริ่มต้นทำสิ่งนั้นเพราะอะไร และยังสอนเรื่องความใจเย็น อดทน
การรับมือกับคนอื่นทำสิ่งที่เราไม่ชอบ อาจไม่ฉลาดนักที่จะวิ่งชนอย่างเดียว

แข่งทำห้องว่างให้เต็ม

๑. กาลครั้งหนึ่ง มีเศรษฐีคนหนึ่งวางแผนจะวางมือและส่งมอบทรัพย์สินเป็นมรดก
ให้ลูกทั้งสามคน เลยเรียกลูกทั้งสามคนมาพบ แล้วบอกว่า

๒. พ่อจะแบ่งทรัพย์สมบัติให้เจ้าทั้งสามคน แต่เจ้าจะได้ไม่เท่ากัน เพราะพ่อจะ
มอบทรัพย์ส่วนที่ดีที่สุดให้กับคนที่มีปัญญาที่สุด

๓. ลูกทั้งสามก็สงสัย ถามพ่อว่า แล้วพ่อจะตัดสินยังไงว่าใครมีปัญญาดีที่สุด
เศรษฐียิ้ม แล้วให้โจทย์ว่า

๔. ถ้าคนไหนที่สามารถทำให้ห้องใต้ดินของบ้านที่ใหญ่โตนี้ เต็มได้มากที่สุด
จะถือว่าเป็นผู้มีปัญญามากที่สุด

๕. ลูกชายคนโตได้สิทธิก่อนในฐานะพี่ชาย เขาหาของต่างๆจากนอกบ้านมายัด
ใส่ห้องใต้ดินจนเต็ม แต่เพราะมันเป็นของชิ้นใหญ่ จึงมีช่องว่างมากมาย

๖. ลูกชายคนรอง ก็ทำแบบเดียวกัน แต่พยายามอุดช่องว่างด้วยการเอาผ้านิ่มๆมาอุด
แต่ก็ยังมีช่องว่างอยู่อีกพอควร

๗. ลูกชายคนเล็ก ไม่เอาอะไรใส่เข้าไปในห้องใต้ดินนั้นเลย ขนของๆพี่ชายออก
จนหมด แล้วเอาเทียนไขไปปักไว้กลางห้องแล้วจุด ก็มีแสงสว่างไปทั่วห้อง

๘. เศรษฐีพอใจมากและตัดสินให้ลูกชายคนเล็กเป็นผู้ชนะ
ลูกชายคนโตและคนรอง ถึงกับงงตาแตกว่าในห้องไม่มีอะไรเลย มันเต็มตรงไหน

๙. พ่อจึงบอกว่า ก็เต็มไปด้วยแสงสว่างยังไงเล่า ลูกเอ๋ย
สว่างกระจ่างไปทั่วทุกอณูของห้องเลย

นิทานเรื่องนี้ ท่านอาจารย์ชยสาโร ต้องการสอนว่า
คนเราชอบเติมเต็มจิตใจตัวเองด้วยสิ่งของภายนอก หรือการกระทำของคนอื่น
แต่จริงๆ การมีแสงสว่างหรือปัญญาในใจต่างหาก
ที่จะเติมเต็มใจคนได้จริงๆให้อิ่มเอม และไม่รู้สึกพร่องหรือขาดหาย…
____________________________________________

คนโง่ มักใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย
จึงว่ายไปในโลกกลมๆ แล้ววนกลับมาที่เดิม
ต้องเริ่มต้นใหม่ร่ำไปสู่อนาคตที่ไร้ทิศทาง

คนฉลาด มักตั้งเป้าหมายชีวิตยิ่งใหญ่ ท้าทาย
จึงไม่พึงพอใจกับภาวะที่ตนเป็นสักที
เพราะดูทีไรก็ยังห่างไกลเป้าหมายเสมอ

คนเจ้าปัญญา ย่อมมีเป้าหมายสูงสุดของชีวิต
และมีเป้าหมายน้อยนิดสานสู่เป้าหมายใหญ่
จึงมีบันไดแห่งความสำเร็จให้บรรลุเป็นลำดับไป
ได้กำลังใจและหรรษาไปตลอดหนทาง