ป่วยไข้ใจละเมอ

๑. ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล มีชายหนุ่มผู้เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ตัดสินใจออกบวชแล้วตั้งใจปฏิบัติภาวนาอย่างดีไม่มีบกพร่อง

๒. วันหนึ่งพระหนุ่มออกบิณฑบาตไปตามถนนในเมืองสาวัตถี ไปเจอสาวสวย
แต่งกายงามหมดจด รูปร่างหน้าตาผิวพรรณงาม มารอใส่บาตร

๓. พระหนุ่มเดินบิณฑบาตมาด้วยอาการเผลอสติ ไม่ทันสำรวมใจและสายตา
ไปมองเห็นนางเข้าถึงกับตื่นตะลึงในความงาม รับบิณฑบาตแล้วเดินกลับถึงกับใจลอย

๔. กลับมาแล้วไม่เป็นอันกินอันนอน ใจเอาแต่เพ้อละเมอถึงหญิงนั้น จนผ่ายผอม
ตรอมใจเพื่อนพระมาสอบถามด้วยเป็นห่วง พอทราบเรื่องก็พามาเฝ้าพระพุทธเจ้า

๕. พระพุทธเจ้าซักถามแล้วตรัสว่า.. ดูกรภิกษุ ที่เธอรุ่มร้อนกระวนกระวาย
ด้วยอำนาจความงามของสตรีนี้ ไม่แปลกเลย เพราะเธอยังเป็นภิกษุธรรมดา

๖. แล้วทรงเล่าต่อว่า..ในอดีตกาลก่อนนั้น พระองค์เคยเป็นนักบวชมีอภิญญา ๕
สมาบัติ ๘ ข่มกิเลสได้ด้วยฌาน ทำจิตผ่องใสจนเหาะได้

๗. แต่ก็ยังพลาดเผลอพึงใจในหญิงงามจนเสื่อมจากฌาน ทุกข์เพราะกิเลสมาแล้ว
แล้วทรงเมตตาสอนต่อไปว่า

๘. ลมที่มีกำลังพัดภูเขาพระสุเมรุได้ ภูเขาลูกเล็กเท่าช้างไหนเลยจะทานแรงมันได้
ลมที่พัดมหาสมุทรแห้งได้ ย่อมพัดน้ำบ่อน้อยแห้งได้เช่นกัน

๙. แม้พระโพธิสัตว์ผู้มีความรู้สูงส่งยังเพลี่ยงพล้ำแก่กิเลสได้
การที่เธอเพลี่ยงพล้ำครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องธรรมดา” แล้วทรงเล่าอดีตชาติให้ฟังว่า

๑๐. ในอดีตครั้งหนึ่งในกรุงพาราณสี มีชายหนุ่มผู้ปราดเปรื่องได้สำเร็จ
ศิลปวิทยาการต่างๆที่มีสอนในยุคนั้นจนหมด ก็เห็นว่ายังไม่ช่วยให้คนพ้นทุกข์

๑๑. จึงเข้าป่าบวชเป็นฤาษี (แปลว่ายุคนั้นไม่มีศาสนาพุทธ)
บำเพ็ญเพียรจนได้อภิญญาสมาบัติเหาะได้ ไม่ต้องใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่ของโดราเอมอน

๑๒. วันหนึ่ง ฤาษีเหาะจากป่ามาเข้ากรุงเพื่อบิณฑบาต ผ่านประตูวัง
พระเจ้าพรหมทัตเห็นเข้าก็เลื่อมใสในท่าทางสง่า สงบ สำรวมของฤาษี

๑๓. จึงนิมนต์มารับถวายภัตตาหารแล้วขอให้ฤาษีพักในราชอุทยาน
เพื่อให้เป็นอาจารย์ของบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย

๑๔. ฤาษีพำนักในพระราชอุทยานนาน ๑๖ ปี เป็นที่เคารพนับถือศรัทธาของพระราชา
เสนาอำมาตย์ พระราชวงศ์ ข้าราชบริพารทั้งหลายอย่างยิ่ง

๑๕. จนมาวันหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัต ต้องยกทัพไปปราบหัวเมืองชายแดน
ที่เกิดความไม่สงบ จึงฝากให้พระมเหสีมุทุลักขณาคอยดูแลพระฤาษีแทน

๑๖. วันหนึ่ง พระนางมุทุลักขณาจัดเตรียมสำรับสำหรับพระฤาษีไว้ แต่ท่านยังมาไม่ถึง
จึงเสด็จไปอาบน้ำ แต่งตัวงดงามแล้วมาเอนกายรอ ณ ท้องพระโรง

๑๗. วันนั้นพระฤาษีมาช้า เพราะเข้าฌานเพลินจนเกินเวลา พอออกจากฌานแล้ว
ก็รีบเหาะเข้ามาทางหน้าต่างท้องพระโรง พระมเหสีได้ยินเสียงก็รีบลุกขึ้น

๑๘. วันนั้นชุดฉลองพระองค์ที่สวมเป็นผ้าเนื้อลื่น พระองค์ไม่ทันระวัง
ผ้านั้นจึงลื่นหลุดออกจากตัว เปลือยครึ่งบนต่อหน้าพระฤาษี

๑๙. พระฤาษีนั้นมีศีลบริสุทธิ์ ตั้งมั่นในพรหมจรรย์ไม่เคยสนใจสตรีมาก่อน
แต่พอมาเห็นความงามของพระมเหสีต่อหน้าต่อตา ถึงกับตะลึง

๒๐. กามราคะที่เหมือนจะไม่เคยมี กลับลุกโพลงขึ้นทันใด
จนท่านเผลอสติควบคุมไม่ทัน จ้องมองพระนางตาไม่กระพริบ

๒๑. พระนางมุทุลักขณา รีบจัดฉลองพระองค์ให้เรียบร้อยแล้วประเคน
ถวายภัตตาหาร พระฤาษีรับแล้วไม่ได้กิน กลับเดินเหม่อลอยออกจากปราสาทไป

๒๒. เดินกลับถึงอาศรม ไม่ได้เหาะ เพราะเสื่อมจากฌาน กระสับกระส่าย ระทม
ตรอมตรมเพราะแรงเสน่หา ไม่เข้าวังไปฉันอาหารหลายวัน ไม่ภาวนา น้ำท่าไม่อาบ

๒๓. พระมเหสีก็ไม่ได้มาตาม เพราะเข้าใจว่าฤาษีต้องการปลีกวิเวกอยู่
จนวันที่ ๗ พระราชารบชนะกลับมา มาถึงก็รีบไปกราบพระฤาษี แต่เห็นท่านนอนซม

๒๔. ในสภาพที่พระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อน แววตาหม่นหมอง หน้าซีด อิดโรย
ผมเผ้ารุงรัง อาศรมก็สกปรก พระราชาตกใจ รับไถ่ถามอาการของฤาษี

๒๕. พระฤาษีนั้นในใจละอายอย่างที่สุดในสภาพของตน แต่ความที่ไม่เคยโกหก
จึงตอบพระราชาตามความจริง ว่าท่านหลงรักพระนางมุทุลักขณา แล้วเล่าให้ฟัง

๒๖. พระเจ้าพรหมทัตได้ฟังแล้วนิ่งอึ้งกิมกี่ พระฤาษีสารภาพความในใจ
แล้วก็ขอยอมรับโทษทัณฑ์ในสิ่งไม่สมควรที่เกิดขึ้น

๒๗. พระเจ้าพรหมทัต ทั้งรันทดสลดใจ ทั้งสงสารอาจารย์ที่ต้องมาติดบ่วงกิเลส
จึงตรัสว่า “ท่านอาจารย์มีบุญคุณกับผม เมื่อท่านปรารถนานางผมก็ขอถวาย”

๒๘. พระฤาษีได้ยินถึงกับงง ถามย้ำว่า อาตมาได้ยินถูกหรือนี่ มหาบพิตร
หมายความอย่างนั้นจริงหรือ.. พระราชาก็ยังยืนยันคำเดิม

๒๙. จากนั้นก็เสด็จกลับเข้าวังพร้อมพระฤาษี ทรงให้ฤาษีรอ แล้วเข้าไปพบพระมเหสี
ถามไถ่ทุกข์สุขนาง ถามเรื่องเหตุการณ์วันนั้น แล้วเล่าเรื่องให้ฟัง

๓๐. พระนางมุทุลักขณาทราบแล้วตกใจมาก เสียใจมากที่เป็นต้นเหตุทำลายตบะ
ที่พระฤาษีบำเพ็ญมานาน พระราชาก็ปลอบใจแล้วเล่าแผนการให้ฟัง

๓๑. เสร็จแล้วก็พานางออกมาส่งมอบให้พระฤาษี แล้วพระฤาษีกับพระนางก็เดิน
ออกจากวัง พระนางจึงเอ่ยว่า “ตอนนี้ไม่ได้อยู่วังแล้ว เราต้องมีบ้านนะคะ”

๓๒. พระฤาษีอยู่แต่ป่าเขา และอาศรมศาลา ไม่เคยมีบ้าน ก็นึกไม่ออกว่า
จะหาบ้านจากไหน พระนางมุทุลักขณาจึงแนะให้ไปขอพระราชทานบ้านจากพระราชา

๓๓. ว่าแล้วทั้งคู่ก็กลับเข้าไปขอบ้าน พระราชาก็ยกบ้านเล็กๆท้ายวัง
ซึ่งเป็นเรือนร้าง ชายป่า สภาพทรุดโทรม ให้หลังหนึ่ง ทั้งสองก็เดินไปที่้เรือน

๓๔. พระนางเห็นสภาพเรือนแล้วก็ทำท่าขยะแขยงว่าทั้งสกปรก เหม็น
พระฤาษีก็เงอะๆงะว่าจะทำไง พระนางก็บอกให้ไปขอเครื่องมือทำความสะอาดมา

๓๕. ฤาษีรีบกุลีกุจอไปขอเครื่องใช้ เครื่องมือตามที่นางสั่ง ได้จอบมาขุดหลุม
แล้วโกยอุจจาระไปฝัง ปัดกวาด ล้างเช็ดถูเรือน ใต้ถุนเรือนจนสะอาด

๓๖. ทั้งหมดนี้ ฤาษีทำนะ พระนางสั่งอย่างเดียว พระฤาษีไม่เคยทำงานหนักแบบนี้
กว่าเรือนจะสะอาดเอี่ยมก็เหงื่อแตกพลั่ก เหนื่อยจนยืนแทบไม่ไหว

๓๗. พอสะอาดแล้ว ฤาษีชวนนางเข้าไปนั่งในบ้าน นางก็บอกว่ายังเหม็นอยู่
ให้ไปเอาดินผสมขี้วัวมาฉาบโบกให้ทั่ว พระฤาษีก็ทำตามด้วยความรัก

๓๘. ฉาบบ้านจนเสร็จ พระนางก็สั่งอีกว่า เราต้องมีโต๊ะนะ ได้โต๊ะแล้ว
ก็ว่าต้องมีเก้าอี้ มีตู้ มีเตียง มีตั่ง ขอทีละอย่างจนพระฤาษีเหนื่อยแฮ่ก

๓๙. ต้องวิ่งไปวิ่งมาแบกโน่น แบกนั่นจนเนื้อตัวสกปรกมอมแมม เหงื่อโซมกาย
เป็นที่น่าสมเพทเวทนาของผู้ที่เห็น จนใกล้ค่ำ ก็ได้ของทุกอย่างที่ต้องการ

๔๐. พระนางก็ไล่พระฤาษีไปอาบน้ำ ฤาษีก็ทำตามอย่างว่าง่ายเหมือนเด็กเชื่อฟังแม่
พอเข้าเรือนมานั่งบนเตียงข้างพระนาง เอ่ยปากชมนางว่างาม

๔๑. พระนางก็หันขวับไปจ้องหน้าพระฤาษี ยืนมือไปกดศรีษะพระฤาษีให้ก้มลง
พร้อมพูดเสียงเฉียบขาดว่า..

๔๒. “พระคุณเจ้า มองดูตัวเองให้ชัดๆเถิด ว่าท่านยังเป็นนักบวชหรือเปล่า”
พระฤาษีตกใจ ได้สติกลับคืนมา ใจหายวาบว่า.. เออ เราหนอเป็นได้ถึงเพียงนี้

๔๓. อุตส่าห์ภาวนามานานหลายปี เผลอสตินิดเดียว กามราคะกำเริบ
ยอมทำทุกอย่างแบบไร้สติ ไม่กลัวกระทั่งนรก ได้คิดดังนั้นก็กล่าวขออภัยพระนาง

๔๔. แล้วรีบพาพระนางกลับไปเข้าเฝ้า ถวายคืนต่อพระราชา แล้วกราบทูลว่า
ตอนที่กามราคะกำเริบ อาตมาก็ปรารถนาจะได้พระนางอย่างเดียว

๔๕. แต่ครั้นได้มาแล้ว กลับต้องอยากได้บ้าน ได้ของใช้ ของอะไรต่อมิอะไร
มากมายไม่สิ้นสุด ขอมหาบพิตรโปรดอภัยโทษแก่อาตมา เพื่ออาตมาจะได้กลับไป

๔๖. บำเพ็ญภาวนายังป่่าดังเดิม กล่าวถวายพระนางคึนแล้ว ก็เจริญสติจนจิตเป็นสมาธิ
ฌานที่เสื่อมไปก็กลับคืนมา ท่านก็ลอยขึ้นสู่อากาศ

๔๗. แล้วแสดงธรรมถวายแก่พระราชา แล้วเหาะไปภาวนายังป่า โดยไม่กลับมา
อีกเลยจนสิ้นอายุขัย.. พระพุทธเจ้าเล่าถึงตรงนี้แล้วแสดงอริยสัจสี่ให้ฟัง

๔๘. พระภิกษุที่ป่วยเป็นไข้ใจได้ฟังแล้วส่งใจไปตามกระแสธรรมเทศนา
ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ นิทานก็จบลง

ตามชาดก.. พระราชา ต่อมาก็มาเกิดเป้นพระอานนท์
พระนางมุทุลักขณา มาเป็นพระอุบลวรรณาเถรี
ส่วนพระฤาษี ก็มาเป็นพระองค์เอง (พระพุทธเจ้า)

นิทานเรื่องนี้ สอนเยอะให้รู้ว่า

คุณผู้หญิง ไปวัดไปวาไปพบพระสงฆ์ โปรดระวัง เรื่องการแต่งกาย
ไม่ต้องสวยมากก็ได้ บางคนไม่รู้จะแต่งไปกราบพระ หรือไปยั่วพระ
เดี่ยวนี้ชอบกันนักเชียว ไอ้กางเกงรัดรูปน่ะ บางคนก็คอเว้า ก้มทีเห็นไปถึงตาตุ่ม
พระนี่ ถ้าท่านไม่ใช่พระอนาคามีขึ้นไป ท่านยังละกามราคะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก
อันนี้ต้องระวังไว้ อย่าทำบาปโดยไม่เจตนา

อันต่อมา.. การนั่งสมาธิ ทำฌาน เป็นของมีมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้า
สมาธิถ้าไม่ประกอบด้วยสติและปัญญา ก็ยังไม่ฆ่ากิเลสได้จริง
พระฤาษีทำฌานจนได้อภิญญานี่ไม่ธรรมดา แต่ฌานมีได้ ก็เสื่อมได้
ในนิทานนี่ก็บอกไว้ ฉะนั้น นั่งสมาธิเก่งแค่ไหน ถ้าขึ้นวิปัสสนาไม่เป็นก็เท่านั้น
ครูบาอาจารย์สายวิปัสสนา หลายๆองค์ท่านจะสอนแค่ให้มีสมาธิพอให้ใจสงบ
แล้วพิจารณากาย เวทนา หรือจิตเลย เคยได้ยินว่าหลวงปู่มั่นท่านสอนชาวบ้าน
ท่านสอน ทาน ศีล ภาวนา ตรงภาวนา ท่านจะให้พุทโธ แล้วคอยรู้ทันใจที่ไหลไป
พุทโธ พุทโธ ใจไหลไปรู้ทัน แบบนี้ ไม่ค่อยสอนเรื่องเอาอภิญญา

Advertisements

Comments are closed.